ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

7

อย่างที่เรารู้ๆกันนะค่ะว่า ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community)อาเซียนมุ่งหวังประโยชน์จาการรวมตัวกันเพื่อทำให้ประชาชนมีการอยู่ดีกินดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยมีความร่วมมือเฉพาะด้าน (funtional cooperation) ภายใต้ประเด็นเชิงสังคมและวัฒนธรรมที่ครอบคลุมในหลายด้านได้แก่ เยาวชน การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สิทธิมนุษยชน สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม สตรี แรงงาน การขจัดความยากจน สวัสดิการสังคมและการพัฒนา วัฒนธรรมและสารนิเทศ กิจการพลเรือน การตรวจคนเข้าเมืองและกงสุล ยาเสพติด และการจัดการภัยพิบัติ สิทธิมนุษยชน โดยมีคณะทำงานอาเซียนรับผิดชอบการดำเนินความร่วมมือในแต่ละด้าน

อาเซียนได้ตั้งเป้าการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนในปี 2558 โดยมุ่งหวังให้เป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนรวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์อาเซียน (ASEAN Identity)

เพื่อรองรับการเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน อาเซียได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่

1.  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Development)

2.  การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)

3.  สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)

4.  ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้่อม (Environmental Sustainability)

5.  การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Narrowing the Development Gap)

โดยมีกลไกลดำเนินงาน ได้แก่ การประชุมรายสาขา (Sectoral) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Offcials Meeting) ระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meeting) คณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio Cultural Community Council) รวมทั้งการประชุมคณะกรรมการด้านสังคมและวัฒนธรรม (Senior officials Comittee for ASEAN Socio-Cultural Community)

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของทวีปอเมริกาเหนือ

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของทวีปอเมริกาเหนือ

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของทวีปอเมริกาเหนือลักษณะทางด้านสังคม จำแนกได้ดังนี้  สังคมเมือง  เป็นสังคมของประเทศกลุ่มแองโกล-อเมริกาที่ร่ำรวย ประชากรมีมาตรฐานการครองชีพสูง มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสลาย เป็นสังคมอุตสาหกรรมและพาณิชย์กรรม ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่จะอยู่ในเศรษฐกิจ 2 ประเภทนี้  สังคมชนบท เป็นสังคมของประเทศกลุ่มลาตินอเมริกาที่มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่ ยากจนและมีรายได้น้อย นับถือประเพณีดั้งเดิมและสิ่งเร้นลับ ประชากร เชื้อชาติ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มคนผิวเหลือง เป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อพยพมาจากทวีปเอเชีย ได้แก่ ชาวเอสกิโม หรือ อเมรินเดียน (Amerindian) ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศแคนาดา  มลรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกา ชาวอินเดียน (Indian) ในสหรัฐอเมริกาและอเมริกากลาง กลุ่มคนผิวขาว   เป็นประชากรที่อพยพมาจากทวีปยุโรป ได้แก่ ชาวสเปน โปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และชาวยุโรปอื่นๆ เป็นประชากรส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและแคนาดากลุ่มคนผิวดำ   เป็นประชากรที่ถูกนำมาจากทวีปแอฟริกา เพื่อใช้แรงงานในไร่นาในสหรัฐอเมริกา มีอยู่มากในสหรัฐอเมริกามากกว่า 30 ล้านคน และ กลุ่มคนเลือดผสม  ได้แก่  เมสติโซ (Mestizo) หมายถึง พวกเลือดผสมระหว่างชาวผิวขวากับอินเดียน เป็นประชากร  ส่วนใหญ่ของกลุ่มประเทศละตินอเมริกา มูแลตโต (Mulatto) หมายถึง พวกเลือดผสมระหว่างชาวผิวดำกับชาวผิวขาว เป็นประชากรในสหรัฐอเมริกา

ลักษณะทางด้านวัฒนธรรม   จำนวนประชากรในทวีปอเมริกาเหนือมีประมาณ 436 ล้าน คน จัดว่ามีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจาก ทวีปเอเชีย และทวีปยุโรป เมื่อศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ทวีปอเมริกาเหนือมีมนุษย์อาศัยอยู่แล้ว เชื่อกันว่าประชากรดั่งเดิมของทวีปอเมริกาอพยพมาจากทวีปเอเชีย โดยเดินทางจากคาบสมุทรชุกชีของทวีปเอเชียใช้สะพานธรรมชาติ ข้ามช่องแคบแบริง เข้าสู่คาบสมุทร อลาสกาของทวีปอเมริกาเหนือแล้วไปอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือแล้วเดินทางสู่ทวีปอเมริกาใต้ตามลำดับ ต่อมาชาวยุโรปเริ่มสำรวจทางทะเล คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส Christopher Columbus เป็นผู้จุดประกาย ให้ชาวยุโรปรู้จักดินแดนแห่งนี้และรู้จักดินแดนนี้มากยิ่งขึ้นจากการเขียนรายงานของ นักเดินเรือชื่อ อมริโกเวสปุคชีAmerico Vespucci ทำให้ชาวยุโรปสนใจและเข้ามาจับจองดินแดนในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้

การเผยแพร่ศาสนาฮินดูในประเทศไทย

hindu_thaiศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทยนั้นคือช่วงที่เป็นศาสนาพราหมณ์ โดยเข้ามาที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏระยะเวลาที่แน่นอน ในที่นี้ขอเรียกว่าศาสนาพราหมณ์ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในความเข้าใจ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ส่วนมากสันนิษฐานว่า ศาสนาพราหมณ์นี้น่าจะเข้ามาก่อนสมัยสุโขทัย โบราณสถานและรูปสลักเทพเจ้าเป็นจำนวนมาก ได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เช่น รูปสลักพระนารายณ์ 4 กร ถือสังข์ จักร คทา ดอกบัว สวมหมวกกระบอก เข้าใจว่าน่าจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 หรือเก่าไปกว่านั้น (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ) นอกจากนี้ได้พบรูปสลักพระนารายณ์ทำด้วยศิลาที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โบราณสถานที่สำคัญที่ขุดพบ เช่น ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อมาในสมัยสุโขทัย ศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นควบคู่ไปกับพุทธศาสนาในสมัยนี้มีการค้นพบเทวรูป พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม พระแม่อุมา พระหริหระ ส่วนมากนิยมหล่อสำริด

นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแล้วในด้านวรรณคดีได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เช่น ตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ หรือแม้แต่ประเพณีลอยกระทง เพื่อขอสมาลาโทษพระม่คงคา น่าจะได้อิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์เช่นกันในสมัยอยุธยาเป็นสมัยที่ศาสนพราหมณ์เข้ามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณีเช่นเดียวกับสุโขทัยพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ็เข้ามามีส่วน เช่น พิธี แช่งน้ำ พิธีทำน้ำอภืเษกก่อนขึ้นครองราชสมบัติ พิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย เป็นต้น โดยเฉพาะสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงนับถือทางไสยศาสตร์มากถึงขนาดทรงสร้างเทวรูปกุ้มด้วยทองคำทรงเครื่องลงยาราชาวดีสำหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองค์ ในพิธีตรียัมปวายพระองค์ได้เสด็จไปส่งพระเป็นเจ้าถึงเทวสถานทุก ๆ ปี

วัฒนธรรมของชาวต่างชาติ

วัฒนธรรมของชาวต่างชาติ

วัฒนธรรมของชาวต่างชาติวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวให้ไม่ขัดต่อวัฒนธรรมของเขา  ตามสำนวนที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ค่ะ ลองศึกษาวัฒนธรรมของเขาดูก็ไม่เสียหลายค่ะ เพราะเป็นการประดับความรู้ รู้ไว้ใช่ว่า ใช่ไหมล่ะคะ เอาล่ะค่ะเรามาเริ่มเรียนรู้กันเลยค่ะ การนั่งไขว่ห้าง ชาวอาหรับถือว่าเป็นกิริยาที่น่ารังเกียจมาก ที่นั่งยื่นเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้าต่อหน้าคู่สนทนา เท้าควรวางราบไปกับพื้นทั้งสองข้างจึงจะเป็นการสุภาพการให้นามบัตร การพิมพ์นามบัตร นามบัตรที่ดีไม่ควรพิมพ์อักษรย่อ ด้านหลังของบัตรควรพิมพ์รายละเอียดที่ติดต่อได้เป็นภาษาอังกฤษ การพิมพ์ยศหรือตำแหน่งเป็นเรื่องที่ควรกระทำเพราะจะเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้รับ เมื่อจะมอบนามบัตรให้ผู้ใด ไม่ควรใช้มือซ้าย ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อจะมอบนามบัตรให้ใคร เป็นธรรมเนียมที่จะต้องถือด้วยมือทั้งสองข้างเมื่อจะมอบให้การสนทนาด้วยเรื่องทั่ว ๆ ไปเป็นหัวข้อที่ควรกระทำก่อนสนทนาเรื่องของธุรกิจอย่างจริงจังชาวญี่ปุ่นถือเป็นธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติให้ความรู้สึกที่ดีโดยนิยมดื่มน้ำชากันก่อนวกเข้าหาเรื่องของธุรกิจต่อไประยะห่างของคู่สนทนาชาวอเมริกันจะยืนสนทนาห่างกันประมาณ 1 ฟุต ถึง 3 ฟุต ชาวสเปนหรือละตินอเมริกัน และชาวตะวันออกกลางจะยืนสนทนากันอย่างใกล้ชิด แต่ชาวเอเชียและอาฟาริกันจะเว้นระยะห่างจากกันมาก เช่นเดียวกันกับการยืนสนทนากับสุภาพสตรีการสัมผัส การสนทนาโดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแตะต้อง ชาวมุสลิมถือว่ามือข้างซ้ายเป็นมือที่สกปรก ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสหรือแตะต้องด้วยมือข้างซ้าย การสบสายตา ชาวตะวันออกกลาง ชาวสเปน และชาวยุโรป นิยมมองสบตาเมื่อสนทนากัน ชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น การมองสบตาถือเป็นการไม่สุภาพและอาจทำให้คู่สนทนาไม่พอใจได้การใช้มือ ชาวตะวันออกกลางและชาวตะวันออกไกลถือว่าการชี้นิ้วเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพ การผายมือควรเป็นสิ่งที่ควรกระทำมากกว่า ขณะเดียวกันการยกหัวแม่มือขึ้นถือเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพสำหรับชาวออสเตรเลีย การใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ทำสัญลักษณ์เป็นวงกลมประเทศในแถบละตินอเมริกันถือเสมือนว่าเป็นการให้นิ้วกลางของชนอเมริกัน ในประเทศญี่ปุ่นหมายความว่า เงินทอง ในประเทศฝรั่งเศสหมายถึง ไร้สาระการสัมผัสมือ ชาวอาหรับ ชาวสเปนหรืออเมริกาใต้ และชาวกรีซ นิยมสัมผัสมือหลายๆ ครั้งระหว่างพบปะสนทนากัน ชาวฝรั่งเศสจะสัมผัสมือเพียงเบาๆ และรวดเร็ว และไม่นิยมสัมผัสมือกับผู้อาวุโสกว่า ชาวเยอรมันนิยมสัมผัสมือกับทุกคนทั้งเมื่อแรกพบและลาจากกัน และในการสนทนาทั่วไปที่ไม่เป็นทางการนั้น สุภาพบุรุษจะสัมผัสมือกับสุภาพสตรีได้ต่อเมื่อได้สัมผัสมือผู้อาวุโสในงานนั้นแล้วการสวมกอด การสวมกอดกันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชนประเทศแถบละตินอเมริกาและชาวสลาฟโดยทั่วไป เช่นชายกอดชาย หญิงกอดหญิง เป็นรูปแบบแสดงความยินดีต่อกันเปรียบได้กับการสัมผัสมือของชาวตะวันตก อย่างไรก็ตามธรรมเนียมดังกล่าวนี้หากเป็นชาวต่างชาติอื่น ๆ การจะกระทำกิริยาดังกล่าวต้องใคร่ครวญอย่างรอบคอบและดูความเหมาะสมด้วย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านนะคะ มารยาทเป็นสิ่งสำคัญ แต่ละประเทศก็มีธรรมเนียมนิยมที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างกันออกไปนะคะ ไม่ว่าจะเป็นของขนชาติใดก็ตาม เมื่อเราพบปะกับผู้คนเชื้อชาติต่างๆ เราก็ควรปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ไม่สร้างความลำบากใจเมื่อพบกัน

วัฒนธรรมการกินอาหารเกาหลี

วัฒนธรรมการกินอาหารเกาหลี

วัฒนธรรมการกินอาหารเกาหลีสิ่งที่ชาวเกาหลีนิยมทำขณะรับประทานอาหารเกาหลี ชาวเกาหลีนิยมทานอาหารเกาหลีโดยใช้ตะเกียบโลหะ(ชอซการัก)กับช้อนยาวโดยใช้ช้อนรับประทานข้าวซุป และสตูว์และใช้ตะเกียบคีปเครื่องเคียงแบบอาหารแห้งหรือดอง แต่จะไม่นิยมใช้ช้อนและตะเกียบพร้อมกัน การทานอาหารเกาหลี เสียงดังถือเป็นเรื่องปกติมากสำหรับคนเกาหลี ยิ่งการเคี้ยวอาหารเสียงดังๆมาก แสดงให้รู้ว่าอาหารเกาหลีมีความอร่อยมากแค่ไหน(Mr.GoEasyHolidayคิดว่าน่าจะคล้ายกับวัฒนธรรมจีนและญี่ปุ่น)เมื่อทานอาหารเกาหลีเสร็จควรวางช้อนและตะเกียบลงบนโต๊ะ ไม่นิยมวางไว้บนจานหรือชามอาหารพ่อครัวแม่ครัวอาหารเกาหลีจะยินดีรับคำติ-ชมเกี่ยวกับรสชาติอาหารและบริการ คงเคยเห็นแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง กวน มึนโฮ “รสชาติเยี่ยมมากๆ”ควรรอให้ผู้อาวุโสที่สุดเป็นฝ่ายบอกเริ่มการรับประทานอาหารก่อนเสมอผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดต้องเป็นคนรินเครื่องดื่มให้ผู้อาวุโสกว่าเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและต้องรินด้วยสองมือ เมื่อมีคนรินเครื่องดื่มให้ก็ควรรินกลับเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ สิ่งที่ชาวเกาหลีไม่นิยมทำขณะรับประทานอาหาเกาหลี ปักตะเกียบไว้ในชามข้าวเพราะถือว่าเป็นการเซ่นไหว้คนตาย ใครอย่าเผลอไปทำเชียวละชาวเกาหลีไม่นิยมยกจานหรือชามขึ้นมาขณะรับประทานอาหาร แต่จะนิยมใช้เป็นจานเล็กๆส่วนตัวแทน  การพูดคุยระหว่างทานอาหารที่บ่อยเกินไปเป็นการเสียมารยาทแต่ปัจจุบันไม่เคร่งครัดเท่าไรนัก คนเกาหลีไม่ค่อยนิยมแชร์ค่าอาหารกัน ยกเว้นบางกรณี คุณควรเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเป็นเจ้าภาพหรือไม่ก็เป็นแขก อันนี้ก็เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกันการสั่งน้ำมูกระหว่างที่ทานอาหารเกาหลี ถือว่าไม่สุภาพในระหว่างที่ผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสกำลังรับประทานอาหารอยู่ไม่ควรลุกออกจากโต๊ะ ไม่ควรรินเครื่องดื่มให้ผู้อื่นในขณะที่ยังทานไม่หมดแก้ว

วัฒนธรรมการกินของชาวสเปน

วัฒนธรรมการกินของชาวสเปน

วัฒนธรรมการกินของชาวสเปนในมื้อเช้าของคนสเปนจะเน้นทานอาหารเบาๆ ไม่หนักมาก ซึ่งผู้ใหญ่ก็จะทานกาแฟ น้ำผลไม้ กับขนมปัง แต่ถ้าเด็กๆก็นิยมทานคอนแฟลกซ์กับนม หรือจะเป็นขนมปัง เบาๆสบายๆ  ส่วนมื้อกลางวันนั้น คนสเปนจะทานในช่วง 14.00-15.00 มื้อนี้ก็จะเป็นมื้อจัดหนักของชาวสเปนเลยหละคะ แต่ถ้าเป็นเด็กนักเรียนเขาจะมีเบรกก่อนมื้อเที่ยงด้วยคะ เป็นตอน 11 โมง เขาจะทานแซนวิสที่เตรียมมาจากบ้านคะ ส่วนอาหารกลางวันเขาก็จะอนุญาติให้กลับไปกินกันที่บ้านคะ และจะกลับมาเรียนอีกทีช่วงเวลา 15.30-17.00 น ส่วนใครที่บ้านไกล ไม่สะดวกทางโรงเรียนก็จะมีอาหารไวคอยบริการเช่นกัน ส่วนใหญ่อาหารกลางวันก็จะเป็นพวกแป้ง เนื้อสัตว์ ข้าว ปิดท้ายด้วยมื้อเย็น เมื่อเราทานมื้อเที่ยงช้า มื้อเย็นก็ต้องเลื่อนไปด้วย ซึ่งมื้อเย็นของชาวสเปนก็จะทานกันช่วง 20.00-21.00 น อาหารมื้อนี้จะไม่ค่อยหนัก อย่างซุป ไข่เจียว  แต่ใช้เวลาในการบริโภคนาน เพราะเป็นช่วงที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ก็ถามสารทุกข์สุขดิบกัน ส่วนใหญ่กว่าจะจบมื้อก็เวลา 22.00 เสร็จแล้วก็เข้านอนพอดีทั้งหมดนี้ก็คือวัฒนธรรมการกินของชาวสเปน ใครที่เดินทางไปเยี่ยมเยือน ก็อย่าลืมนะคะ เขาทานอาหารช้า ในช่วงแรกๆเราอาจจะไม่ชิน อีกสักพักก็คงชินไปเองแหละ

วัฒนธรรมการแต่งกายในภาคใต้

วัฒนธรรมการแต่งกายในภาคใต้

วัฒนธรรมการแต่งกายในภาคใต้การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติ ของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

1. กลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายู เรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยา หรือ ยอนย่า เป็นกลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มาสมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงาม ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่

2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมี เชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกายตามประเพณี อันเก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะ หรือ ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาว และมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบเอวถ้าอยู่ บ้านหรือลำลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือ เย็บด้วยผ้ากำมะหยี่

3. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเล หรือ โจงกระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและ มีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี

วัฒนธรรมกินอาหารภาคใต้

วัฒนธรรมกินอาหารภาคใต้

วัฒนธรรมกินอาหารภาคใต้อาหารพื้นบ้านภาคใต้มีรสชาติโดด เด่นเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะสืบเนื่องจากดินแดนภาคใต้เคยเป็นศูนย์ กลางการเดิน เรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีนและชวาในอดีตทำให้วัฒนธรรมของชาวต่างชาติโดย เฉพาะอินเดียใต้ซึ่งเป็นต้นตำรับใน การใช้เครื่องเทศปรุงอาหารได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก อาหารพื้นบ้านภาคใต้ทั่วไป มีลักษณะผสมผสานระหว่าง อาหารไทยพื้นบ้านกับอาหารอินเดียใต้ เช่น น้ำบูดู ซึ่งได้มาจากการหมักปลาทะเลสดผสมกับเม็ดเกลือ และมีความคล้ายคลึงกับอาหารมาเลเซียอาหาร ของภาคใต้จึงมีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่น ๆ และด้วยสภาพภูมิศาสตร์อยู่ติดทะเลทั้งสองด้าน มีอาหารทะเล อุดมสมบูรณ์ แต่สภาพอากาศร้อนชื้นฝนตกตลอดปี อาหารประเภทแกงและเครื่องจิ้ม จึงมีรสจัดช่วยให้ร่าง กายอบอุ่นป้องกันการเจ็บป่วยได้อีกด้วย ลักษณะเด่นของการรับประทานอาหารของชาวภาคใต้ คือ มีผักสารพัดชนิดเป็นผักจิ้มหรือผักแกล้มในการรับประทาน อาหารทุกมื้อ ภาษาท้องถิ่น เรียกว่า “ผักเหนาะ” ความนิยมใน การรับประทานผักแกล้มอาหารของชาวใต้ เป็นผลมาจากการที่ ภาคใต้มีพืชผักชนิดต่างๆ มาก และหาได้ง่าย คนใต้นิยมรับประ ทานอาหารเผ็ด จึงต้องมีผักแกล้ม เพื่อช่วยบรรเทาความเผ็ด และเพื่อชูรสอาหาร อาหารท้องถิ่นยังนิยมใส่ขมิ้นในอาหาร นิยมรับประทาน “ขนมจีน” รองจากข้าว ใส่เคยหรือกะปิเป็น เครื่องปรุงรสอาหาร ชาวไทยมุสลิมนิยมรับประทานน้ำบูดู ซึ่ง เป็นน้ำที่หมักจากปลา แล้วนำมาเคี่ยวปรุงรสให้ออกเค็มๆ หวานๆ นับเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ของชาวไทยมุสลิม อาหารปักษ์ใต้แม้จะเป็นอาหารที่อร่อย น่าลิ้มลอง แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจผู้คน คือความเผ็ดร้อนของรส ชาติอาหารผู้คนในภาคใต้นิยมรสอาหารที่เผ็ดจัด เค็ม เปรี้ยว แต่ไม่นิยมรสหวาน รสเผ็ดของอาหารปักษ์ ใต้มาจากพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้งและพริกไทย ส่วนรสเค็มได้จากกะปิ เกลือ รสเปรี้ยว ได้จากส้มแขก น้ำ ส้มลูกโหนด ตะลิงปลิง ระกำ มะนาว มะขามเปียก และมะขามสด เป็นต้น

วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับประเพณีพื้นเมือง

วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับประเพณีพื้นเมือง

วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับประเพณีพื้นเมืองประเพณีของภาคเหนือ มีลักษณะเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีวิต ที่เกิดจากการผสมผสาน ระหว่างพุทธศาสนากับความเชื่อ ในเรื่องการนับถือผี ทำให้มีประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ และลักษณะของ ประเพณีจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล คือ ช่วงแรก (เดือนเมษายนถึงมิถุนายน) เป็นช่วงการเริ่มต้นปีใหม่หรือ สงกรานต์งานประเพณี จึงเกี่ยวกับการทำบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคล ต้อนรับชีวิตใหม่ และอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้แก่บรรพบุรุษ มีการเลี้ยง ผีและฟ้อนผี เพื่อขอฝนช่วยให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ภายในไร่นา

ช่วงที่สอง (เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม) เป็นช่วงของการเพาะปลูก และเป็นเทศกาลเข้าพรรษา ประเพณีจึงเกี่ยวข้องกับการประกอบ อาชีพและศาสนา

ช่วงที่สาม (เดือนตุลาคมถึงเมษายน) เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวพืช ผลและเทศกาลออกพรรษา ถือว่าเป็นเวลาแห่งการพักผ่อนงาน ประเพณี จึงเป็นงานรื่นเริงและการทำบุญที่เกี่ยวศาสนา

ประเพณีสืบชะตา ชาวล้านนามีความเชื่อว่า การทำพิธีสืบชะตาจะช่วยต่ออายุให้ตน เอง ญาติพี่น้อง และบ้านเมืองให้ยืนยาว ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นสิริมงคล โดยแบ่งการสืบชะตาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การสืบชะตาคน นิยมทำกันหลายโอกาส เช่น วันเกิด วันที่ ได้รับยศตำแหน่ง วันขึ้นบ้านเมือง การสืบชะตาบ้าน เป็นการสืบชะตาชุมชนหรือหมู่บ้าน เพื่อให้เกิดสิริมงคลปัดเป่าทุกภัยต่างๆ นิยม จัดเมื่อผ่านช่วงสงกรานต์ไปแล้ว การสืบชะตาเมือง เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นด้วยความเชื่อว่าเทวดาจะช่วยอำนวยความสุขให้บ้านเมือง เจริญรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ ในสมัยโบราณพระเจ้าแผ่นดินเป็นประธานในพิธีสืบชะตาเมือง

 

 

 

 

สังคมไทย

สังคมไทย

A,43-16ประเทศไทย เป็นชาติที่มีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน ลักษณะของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่างๆ ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามยังมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทยอยู่ สรุปได้ดังนี้สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักทางเศรษฐกิจไทยมาแต่ดั้งเดิม ทั้งยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งทำเงินเข้าประเทศปีละมากๆ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเกษตรในสังคมไทย ลักษณะของสังคมเกษตรได้หล่อหลอมชีวิตจิตใจของคนไทยให้รักอิสระอยู่อย่างเรียบง่าย มีจิตใจอ่อนโยนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูลกันและกัน แม้วิถีชีวิตในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีการแข่งขันกันในทางธุรกิจมากขึ้น แต่จากการที่สังคมไทยเป็นสังคมชาวพุทธ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันทำให้สมาชิกในสังคม สามารถปรับตัวเข้าหากันได้อย่างสงบสุข ไม่มีปัญหาการขัดแย้งกันเหมือนในสังคมประเทศอื่นๆ บางประเทศ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความผูกพันกันในระหว่างเครือญาติกันอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เนื่องจากการที่สังคมไทยเป็นสังคมเกษตร จึงจำเป็นต้องอาศัยแรงงานของคนในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ครอบครัวของคนไทยแต่เดิมเป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่ ลูก หลาน ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติอื่นๆ รวมอยู่ด้วยเป็นสายสัมพันธ์ทางระบบเครือญาติ เกิดความผูกพัน ห่วงใยดูแลทุกข์สุขกัน เป็นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ต้องอุปการะเกื้อกูลกัน กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และญาติผู้ใหญ่ สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีทางพุทธศาสนา มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตคนไทย นับตั้งแต่เกิดมา สังคมไทยคนไทยจะมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาตลอดจนกระทั่งตาย สังคมไทยเป็นสังคมที่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากประเทศไทยมีการปกครองในระบอบกษัตริย์มาตั้งแต่โบราณ ทรงมีฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ยึดถือหลักทศพิธราชธรรม ในการปกครองประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ถึงแม้ในปัจจุบันการปกครองของไทยได้เปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับการเคารพเทิดทูนอย่างเช่นในอดีต โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ทรงตรากตรำงานหนักเพื่อพสกนิกรของพระองค์ ทรงเป็นมิ่งขวัญ และศูนย์รวมแห่งความสามัคคีของคนในชาติ ได้รับการยกย่องเทิดทูนอย่างสูงในสังคมไทย สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญในเรื่องอาวุโส ให้เกียรติยกย่องผู้ใหญ่ หรือผู้ที่อาวุโสกว่า ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นของสังคมไทย ซึ่งจะพบเห็นได้ในทุกกลุ่มทุกชั้น โดยพ่อแม่ ผู้ปกครองจะสั่งสอนลูกหลานกันต่อๆ มา ให้เด็กมีสัมมาคารวะต่อผู้ที่อาวุโสกว่า ซึ่งในทางพุทธศาสนากล่าวรับรองว่าเป็นความดีงาม ผู้ที่ปฏิบัติจะไดรับความสุขความเจริญ